บทเรียนที่1 ความคิดสร้างสรรค์ที่อยู่นอกตำรา

PREDATOR THINKING :
บทเรียนที่1
วิธีคิดที่อยู่นอกตำรา


– การป่วนอย่างสร้างสรรค์
มีมนุษย์คนหนึ่ง เขาทั้งเก่งและมีหัวครีเอทีฟ สร้างสรรค์มากจนสุดได้ก็ได้ตำแหน่งใหญ่โตในสายงานที่เกี่ยวกับการโฆษณา โดยได้สร้างสรรค์ผลงานสุดแสนวิเศษออกมามากมายและได้ทำงานกับบริษัทชั้นนำของโลก จนสนิทกับเจ้านาย

www.google.co.th

และเมื่อถูกคอกันสิ่งหนึ่งที่สนใจเหมือนๆ กันคืองานศิลปะ เขาก็เริ่มตะเวนค้นหาชิ้นงานที่ถูกใจ เพื่อนำไปประดับไว้ที่ห้องทำงานสุดหรู ณ ใจกลางเมือง จนในที่สุดเขาก็ได้เจองานสีน้ำมันอะคริลิกขนาดใหญ่ เกี่ยวกับรูปสี่เหลี่ยมเล็กใหญ่ปะปนกันไป เขาซื้อมันมาและแขวนไว้ตรงจุดที่เด่นที่สุดในห้องทำงาน คืนหนึ่งเขาได้นึกถึงภาพวาดนั้น ขณะนั่งดิ่มอยู่ในผับกลางเมือง เมื่อทุกคนกลับบ้านแยกย้ายกันหมด เขาได้ทำการย้อนไปที่ทำงานแล้วหยิบกรรไกเป็นคู่เทียบสีกับภาพวาดนั้น และทำการตัดสีคู่เทียบนั้นตามภาพวาด และโปรยลงที่พิ้น 

เช้าวันต่อมา เจ้านายมาถึง และยืนชื่นชมผลงานของตัวเองพร้อมกับเห็นอะไรที่ตกอยู่ที่พื้นก่อนที่จะ เขาโมโหและรีบโทรหานายหน้าตัวแทนขายงานศิลปะชิ้นนั้นทันที
เจ้านาย : คุณช่วยมาดูภาพให้ที มันมีสีหลุดออกมาจากรูป
ตัวแทน : ไม่นะครับ มันไม่มีทางหลุดออกมาได้อย่างแน่นอน
เจ้านาย : ก็ผมถือมันอยู่ คุณจะมารู้ดีกว่าผมได้อย่างไร ผมถือมันอยู่กับมือนี่ไง
ตัวแทน : ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะครับ ภาพวาดนั้นเกิดขึ้นจากสีที่พู่กันสร้างสรรค์ขึ้น
ไม่มีทางที่จะมีส่วนใดหลุดออกมาหรอกนะ

 

บทเรียนที่1
“เจ้านายคนเก่งอึ้ง และอายเป็นอย่างมาก พร้อมวางสาย และเลิกสะสมงานศิลปะไปเลย”
สิ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ป่วนความคิดได้อย่างสร้างสรรค์เป็นอย่างยิ่ง ไม่ต้องลงมือทำได้ด้วยความเรียบง่าย เพียงแค่จุดไฟ ภายในจิตนาการ โน้มน้าวความคิดด้วยเศษกระดาษที่สร้างขึ้นและปล่อยให้จินตนาการทำงานในส่วนที่เหลือมันเองต่อไปเท่านั้น “ความคิดนั้นก็คือสื่อกลางของมนุษย์เราทุกคนนั้นเอง”

 

 



เรือธีซุส
พูลตาร์ก นักประวัติศาสตร์ในยุคกรีกโบราณ แสดงให้เห็นว่าความคิดของมนุษย์ทำงานได้อย่างไร ผ่านปริศนาเรื่องเรือธีซุส 

บทเรียนที่1

เรือธีซุสถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เดินทางไปยังสถานที่อันแสนไกลโพ้นในโลกที่ไม่มีใครรู้จัก โดยในระหว่างการเดินทาง เรื่อถูกพายุโหมกระหน่ำ และคลื่นลมซัดสาด ใบเรือพังเสียหายต้องเปลี่ยนใหม่ เชือกก็ขาดวิ้นไม่มีชิ้นดี แผ่นไม้บนเรือถูกฉีกขาด เมื่อการเดินทางสิ้นสุดลง ปรากฏว่าไม่มช้ินส่วนใดของเรือลำเดิมหลงเหลืออยู่เลย แล้วมันยังถือว่าเป็นเรือธีซุสของจริงอยู่หรือเปล่า 

บางคนบอกไม่ใช่ เนื่องด้วยการเปลี่ยนวัสดุตลอดการเดินทางจนไม่เหลือชิ้นส่วนเดิม และถ้าคิดเช่นนี้มันจะถือว่าไม่ใช่เรือลำดังกล่าวตั้งแต่เมื่อไหร่กันหล่ะ?
ตอนซ่อมครั้งแรก หรือการซ่อมครั้งสุดท้ายดีล่ะ ที่ควรจะถือว่าเป็นเรือลำใหม่มันเปลี่ยนไปตอนไหน ใครกำหนด หรือว่าถ้าเรือลำนี้ก็ยังคือธีซุสลำเดิมโดยพิ้นฐาน 

สองพันปีต่อมานักปรัชญา ชื่อโทมัน ฮอบส์ ได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาขบคิดให้ลึกล้ำและลงรายละเอียดมากกว่าเดิม โดยเขาตั้งขอสงสัยว่า ถ้าพวกเขาเก็บชิ้นส่วนเดิมไว้ใต้ท้องเรื่อทุกครั้งที่ซ่อมแซม และการเดินทางอันยาวนานสิ้นสุดลง เมื่อยกลงมากองแล้วจะถือว่าเรือลำใดเป็นเรือธีซุสกันแน่ ระหว่างซากไม้เก่าๆ ตะปูพังๆ หรือเรือลำใหม่ที่ถูกสร้าง และปรับปรุงอยู่ตลอดเวลาการเดินทางนั้น

บทเรียนที่1

ซึ่งถ้ามาให้คนยุคสมัยนี้เปรียบเทียบน่าจะเทคะแนนไปทางเรือลำใหม่ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ มากกว่าเศาไม้เก่าๆ พังๆเป็นแน่แท้ เพราะว่าอย่างน้อยเรือก็ยังสามารถลอยลำ และเป็นรูป เป็นร่างที่มากกว่ากองเชือกตะปูไม้ 

หากปราศจากความคิดที่ช่วยให้เรานึกภาพเรื่อ การสร้างเรือ และนำมันไปใช้จริง เรือนั้นก็จะไม่มีอยู่จริงเป็นเพียงเศษไม้ เชือก ตะปู ผ้าใบแยกแต่ละประเภทกันไปเท่านั้น

ความคิดมนุษย์ที่สร้างเรือขึ้นมา นั่นแหละคือ “ความคิดสร้างสรรค์” ที่นำเอาวัสดุต่างๆ มาประกอบรวมกันเป็นเรือที่สามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัย เพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้มัน “มีอยู่จริง” 


บทเรียนที่1
ความคิดสร้างสรรค์

ก็คือการสร้างบางสิ่งที่เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า
และจินตนาการ