บทเรียนที่28 ไต่เต้าเร็วก้าวหน้าไว

บทเรียนที่28

1.อย่าเดินไปไหนมาไหนโดยปราศจาก เอกสารในมือ คนที่มีเอกสารในมือจะดูเหมือนว่าเป็น คนสำคัญที่กำลังจะเดินทางไปประชุมอะไรสำคัญๆ สัก เรื่อง คนที่เดินไปไหนมาไหนโดยปราศจากเอกสารใน มือจะถูกมองเหมือนว่ากำลังเดินไปหาอะไรกินที่โรง อาหาร หรือคนที่เดินไปไหนมาไหนโดยมีหนังสือพิมพ์ ในมือก็จะถูกมองเหมือนกำลังจะไปนั่งอ่านมันในห้องน้ำ คุณต้องมั่นใจว่าคุณได้แบกเอกสารกองโตพอประมาณ กลับไป (ทำที่) บ้าน เพราะมันจะทำให้ทุกคนเข้าใจผิด คิดว่าคุณให้เวลากับงานมากกว่าที่คุณทำจริง

2. ทำงานกับคอมพิวเตอร์ช่วยทำให้คุณดูยุ่งยิ่งกว่าเดิม เมื่อใดก็ตามที่คุณใช้คอมพิวเตอร์มันจะสร้างภาพลักษณ์ให้คุณว่าคุณคือคนทำ “งาน”ตัวจริงคุณสามารถทำอะไรก็ได้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ เช่น การรับเมล์ ส่วนตัว การคำนวณสถานะทางการเงินของคุณเองหรือทำอะไรตาม อำเภอใจ ถึงแม้ว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานแม้แต่นิดเดียว เนื่องจากยังไม่มี

ผู้ใดออกมายืนยันหรือให้ทัศนคติถึงประโยชน์ที่มีต่อสังคมของการปฏิวัติ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ แต่มันก็ไม่เลวนะ ถ้าจะนำมันมาใช้เพื่อการนี้ แต่ เมื่อใดก็ตามที่เจ้านายคุณจับได้ว่าคุณกำลังใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในทางที่ไม่ เกี่ยวข้องกับงานเลย ข้อแก้ตัวง่ายๆ ก็คือ คุณกำลังเรียนรู้การใช้ Software ใหม่ ด้วยตัวของคุณเอง ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมได้เพียบ

3.ทำโต๊ะให้รกเข้าไว้ ผู้บริหารระดับสูงสามารถกลับบ้านได้โดย ที่โต๊ะนั้นสะอาด แต่ถ้าพวกเราทำอย่างนั้นบ้างนะเหรอ มันก็ดูเหมือนว่าเราทำงานหนักไม่พอนะสิ พยายามหาเอกสารมากองไว้รอบๆ บริเวณที่คุณทำงาน งานของปีที่แล้วก็สามารถนำมากองรวมกันไว้ให้ดูเยอะๆ ได้นะ การกองควร จะทำให้สูงและกว้าง อ้อ! ถ้าคุณรู้ว่าจะมีใครสักคนกำลังจะมาที่โต๊ะคุณเอา เอกสารที่คุณต้องการใช้ไปฝังไว้สักครึ่งหนึ่งของชั้นเอกสารที่คุณมี จากนั้นก็ ทำเป็นค้นหาเอกสารตัวนั้นตอนที่เขามาถึงพอดี

4. ถ้ามีใครฝากข้อความถึงคุณอย่าโทรกลับไปเด็ดขาด ไม่มีใคร ไม่มีใครโทรหาคุณเพื่อที่จะเอาอะไรสักอย่างให้คุณ โดยไม่ได้หวังอะไรจากคุณ พวกนั้นโทรมาเพราะว่าเขาต้องการให้คุณทำงานให้เขา คุณไม่มีทางรอดแน่ ถ้าเป็นอย่างนั้น ตรวจสอบว่าใครบ้างที่ฝากข้อความถึงคุณ ถ้ามีใครฝากข้อความถึงคุณและมันดูคล้ายๆ กับว่าเขามาทวงงานที่ค้างเอาไว้ โทรกลับไปหาเขาตอนพักกลางวันระหว่างที่เขาไม่อยู่โต๊ะทำงานเพราะมันจะดูเหมือนว่าคุณทำงานหนักซะเต็มประดาและยังเป็นคนเคร่งคัดในหน้าที่ ถึงแม้ว่าคุณจะเจ้าเล่ห์ขนาดไหนก็ตาม ถ้าคุณนำวิธีการตรวจสอบ โทรกลับไปตอนเขาไม่อยู่ไปใช้อย่างฉลาด มันจะเป็นตัวช่วยเปรียบให้แก่ตัวคุณ เพราะผู้ที่โทรมาจะล้มเลิกความตั้งใจ หรือหาทางอออกทางอื่นที่คุณไม่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ข้อความที่ทำให้คุณรู้สึกดีก็คือ “ไม่ตองสนใจข้อความที่ผมฝากไว้นะ ผมจัดการมันเรียบร้อยแล้ว”ถ้าการฝากข้อความนั้นมีการจำกัดจำนวนข้อความ พยายามทำให้มันเต็มอยู่เสมอทางหนึ่งที่คุณทำได้ก็คือไม่ลบข้อความใดๆออกเลยหรือถ้ามันต้องใช้เวลานาน ก็ส่งข้อความหาตัวคุณเองสักสองสามอันสิคนที่โทรหาคุณจะได้ยินเสียงว่า “ขอโทษค่ะ ข้อความเต็มแล้ว”มันเป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นพนักงานที่ทำงานหนักและเป็นที่ต้องการของเพื่อนร่วมงาน

5.ทำตัวให้ดูเป็นคนหัวแข็งและมีน้ำอดน้ำทนเพื่อทำให้เจ้า นายคิดว่าคุณเป็นคนที่ยุ่งอยู่ตลอดเวลา

6. มาทำงานช้าหน่อย (ใช้ได้กับบางที่เท่านั้น) ออกจากที่ ทำงานช้ากว่าคนอื่นเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เจ้านายยังอยู่ที่ทำงาน ก่อนที่คุณจะออกจากที่ทำงาน คุณอาจจะอ่านนิตยสารหรือหนังสืออื่นๆ ” คุณอยากอ่าน แต่ไม่สามารถอ่านได้เนื่องจากไม่มีเวลาพอ แต่ต้องแน่ใจว่าคุณเดินผ่านห้องเจ้านายตอนที่คุณจะกลับบ้านส่ง E-mail สำคัญๆ ใน เวลาที่ชาวบ้านเขาไม่ทำกัน เช่น สามทุ่มครึ่ง เจ็ดโมงเช้าและในวันหยุด

7.ถ้ามีอะไรผิดปกติ แหกปากออกมาดังๆ โดยเฉพาะ ตอนที่มีคนอยู่ใกล้ตัวคุณเยอะๆเพื่อจะทำให้ทุกคนเห็นว่าคุณมีความกดดันสูง

8. กลยุทธ์การสุม การสุมเอกสารบนโต๊ะอย่างเดียวอาจจะสร้างภาพพจน์ได้ไม่พอ วางหนังสือสักตั้งไว้ที่พื้น ขอยืมมาจากห้องสมุดก็ได้ เลือกที่มันหนาๆ อย่างคู่มือการใช้คอมพิวเตอร์จะดีที่สุด

9. สร้างคำศัพท์ไปอ่านหนังสือประเภทนิตยสารคอมพิวเตอร์และหาศัพท์ที่ไม่รู้เรื่อง หรือสินค้าใหม่ๆ แปลกๆ มาคุยกับเจ้านาย จำไว้เลยเจ้านายคุณไม่จำเป็นต้องเข้าใจเรื่องที่คุณพูด คุณเพียงแต่ทำให้มันดูน่า ประทับใจเท่านั้นเอง

10.สำคัญที่สุด อย่า Forward เรื่องนี้ไปให้เจ้านายคุณโดยเด็ดขาด

เพื่อนร่วมงานแบบต่างๆ

1. ใกล้ชิดเจ้านายแต่ไม่สอพลอ ออกตัวเอี๊ยดเลย ว่า ตำแหน่ง “เลียขา” ไม่ใช่ เป้าหมายของเรา ประเด็นสำคัญในข้อนี้คือ จงจำไว้ว่า เจ้านายไม่ใช่ก็อตซิล่าที่คอยจ้องพ่นไฟใส่คุณตลอด เวลา สังเกตได้จากคนทำงานใกล้ชิด เช่น เลขาฯ หน้าห้อง ผู้ช่วยส่วนตัว หรือแม้แต่คนขับรถที่ต้องอยู่ใกล้ รัศมีดวงอาทิตย์ ทุกคนก็ดูมีความสุขได้ไม่แพ้พนักงานในตำแหน่งสูงกว่าบางคน

Lesson 1: การทำความรู้จักมักคุ้นเพื่อนใน หน้าที่ดังกล่าวไว้บ้าง ไม่ใช่เรื่องเสียหาย สิ่งที่คุณจะเรียนรู้ได้จากพวกเขาและเธอคือ

การวางตัวอย่างเหมาะสมเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้บังคับบัญชา วิธีทลายกำแพงแห่งความหวั่นเกรง (บารมีเจ้านาย)สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป คุณก็จะได้สั่งสมประสบการณ์ เรียนรู้สไตล์ การทำงาน รวมถึงผลงานที่ “ถูกใจ” เจ้านายไปด้วยในตัว

2. สุดยอดนักตรวจสอบ อย่าคิดว่าคนประเภทนี้จะเหมือนพวกชอบนินทาหาเรื่องเม้าท์สนุก ปากไปวันๆ เพราะเพื่อนร่วมงานที่เรากำลังพูดถึงนี้คือบุคคลผู้โปรดปราน การสืบเสาะ สอบถาม ค้นคว้าข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังเกี่ยวกับการทงานใน ออฟฟิศอยู่เสมอ ขอเน้นว่าเฉพาะเรื่องการทำงาน ไม่ใช่เจ้านายเพิ่งถอยรถ ป้ายแดงยี่ห้ออะไร หรือเพื่อนร่วมงานคนไหนกำลังกิ๊กกับเลขาฯสาวสวย อย่าง นั้นไม่เอา

Lesson 2: เพื่อนร่วมงานเหล่านี้คือ คุณค่าที่คุณคู่ควร (ปฏิบัติตาม) โดยเฉพาะพวกมือใหม่ทั้งหลายที่ต้องเร่งหาความรู้ใส่ตัว เพื่อนำไปพัฒนา งานได้เร็วที่สุด

 บ่มเพาะความกล้าที่จะเริ่มบทสนทนาถามไถ่ในสิ่งที่สงสัยเพื่อให้ ได้มาซึ่งข้อมูลที่ต้องการ ทั้งในกรณีที่อีกฝ่ายเป็นคนคุ้นเคย และคนแปลกหน้าสังเกตลิมิตว่าเรื่องไหนควรถาม เรื่องไหนไม่ควรถาม แต่ให้ใช้วิธีสังเกตเอาเอง ไปจนถึงว่า แต่ละเรื่องนั้นถามได้มากน้อยแค่ไหน แล้วจะมีวิธีอย่างไรไม่ให้ฝ่ายที่ถูกถามรู้สึกว่ากำลังโดนเราไล่จี้หรือหาเรื่อง บางครั้ง จากมารยาทการรู้จักทางหนีทีไล่ในการสนทนาก็จำเป็นเช่นกัน

เรียนรู้วิธีคัดกรองข้อมูล อย่างที่บอกแล้วว่าข้อมูลมีหลายประเภท สมองเม้าท์ชาวบ้านแบบไม่สร้างสรรค์แบกไว้ก็ถ่วงความเจริญ คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเลือกแต่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์นำมาใช้พัฒนางานให้ก้าวหน้าเท่านั้น

3. เจ้าแม่เครือข่าย ใครมีเพื่อนร่วมงานประเภทรู้จักและเข้าถึงทุกคนในออฟฟิศยกมือขึ้น เพื่อนร่วมงานประเภทนี้สามารถจัดไว้ในกลุ่ม “ผู้ฟอร์มทีม” ได้เลย ประมาณว่าเธอทักทายทุกคนที่เดินผ่าน ตั้งแต่ประตูออฟฟิศยันห้องแม่บ้าน แถมไม่เคยลืมหน้า ชื่อ หรือแม้แต่รายละเอียดอื่นๆ ของทุกคนด้วยซ้ำ

Lesson 3 :ถ้าคุณเป็นคนขี้อายมีเพื่อนแบบนี้ไว้จะช่วยได้มากนอกจาก เรื่องการปรับตัวแล้ว เขาหรือเธอยังสามารถแนะนำคุณให้รู้จักกับคนอื่นๆ ได้ ไปในตัว

 คอยสังเกตวิธีสร้างเครือข่ายของเขา เช่น วิธีเริ่มบทสนทนา การ สร้างความบันเทิงให้แก่ผู้อื่น ไปจนกระทั่งถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างเคล็ดลับ ช่วยจำชื่อจำหน้าของคนนั้นคนนี้เพื่อไม่ให้ทักผิด

 ลองประยุกต์ทักษะข้างต้นมาใช้ในเวอร์ชั่นของคุณเองบ้าง อาจ เริ่มจากคนคุ้นหน้าที่มีห้องทำงานอยู่ใกล้ๆกันหรือเจอกันตรงลานจอดรถบ่อยๆ แล้วค่อยขยายเครือข่ายไปละแวกอื่นๆ ตามจังหวะและโอกาส วิธีนี้จะช่วย เสริมทักษะในการเข้าสังคม และช่วยให้คุณมีศักยภาพในการทำงานร่วมกับ ผู้อื่นได้ดีขึ้นในเวลาอันสั้น

 บุคคลเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเป็นผู้มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คุณเอง เรื่องง่ายๆ แบบนี้ได้ ฝึกไว้ให้เคยชิน แม้กระทั่งเห็นแม่บ้านถือของหนักก็ นิ่งดูดาย หยิบฉวยช่วยเหลืออะไรใครได้ให้รีบเลยทันที วิธีนี้สร้างมิตรภาพได้ผลดีพอๆ กับรอยยิ้มจริงใจเลยทีเดียว

4.ไม่เครียดเพราะเก๋าเกม เพื่อนร่วมงานในข้อนี้ไม่จำเป็นว่าต้องมีอายุหรือประสบการณ์การทำงานสูงเสมอไป แต่เขาหรือเธอจะมีสภาวะจิตใจหนักแน่นเป็นเยี่ยม แม้ใน วงเวลาที่เกิดแรงกดดันถึงขีดสุดยังคงรักษาความสุขุม ไหวพริบปฏิภาณ

Lesson 4 : ของแบบนี้มักต้องสั่งสมมาพร้อมกับประสบการณ์ แต่ถึง คุณจะเป็นมือใหม่ก็สามารถเรียนลัดได้ ไม่อย่างนั้นเขาจะมีเพื่อนไว้ทำไมเล่า

 นอกจากเรียนรู้ว่าต้อง “ทำงานอะไร” แล้ว คุณควรสังเกตด้วยว่า เพื่อนๆ เหล่านี้เขา “ทำงานอย่างไร” ตั้งแต่วิธีคิด การรวบรวมข้อมูลเพื่อ ตัดสินใจ รวมไปถึงวิจารณญาณในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแต่ละครั้ง

 ในฐานะที่เป็นเพื่อนกัน ลองหาโอกาสพูดคุยซักถาม ขอคำแนะนำ มาใช้ในการทำงานบ้าง หรือแม้กระทั่งการนั่งคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การทำงานวันเก่าๆ ในอดีตของเขา ก็สามารถเป็นบทเรียนในการพัฒนาตัวคุณได้เช่นกัน

 เมื่อมีปัญหาใหญ่ในเรื่องงานของตัวเองขึ้นมา จงอย่าตระหนกตกใจ โอกาสอันดีที่คุณจะได้ฝึกตัวเอง ลองใช้ประสบการณ์ส่วนตัวและที่คุณรู้มาจากเพื่อน ค่อยๆ คิดประมวลผลหาทางออก ถ้ายังไม่มั่นใจค่อยขอคำปรึกษาจากเพื่อนให้ช่วยออกความคิดเห็น ไม่ใช่คิดว่ามีเพื่อนเป็นที่พึ่งอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นแบบนั้น คุณเองจะไม่มีวันเติบโตได้เลย

บทเรียนที่28 ไต่เต้าเร็วก้าวหน้าไว Lesson 28 Fast pace, fast progress

ขอบคุณรูปภาพ : www.google.com

แนะนำติชม : koratdontree.com